4 ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าประมง

4 ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าประมง

4 ขั้นตอนการนำเข้าสินค้าประมง (มีชีวิต สด ยังไม่แปรรูป) และ (แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปพร้อมทานและพร้อมจำหน่าย)

 

การนำเข้าสินค้าประมง กรณีสินค้ามีชีวิต ก่อนนำเข้าสินค้า ผู้นำเข้าจะต้องลงทะเบียนนำเข้ากับกรมประมงก่อนเพื่อขออนุญาตเป็นผู้นำเข้าสินค้านั้นๆ สามารถติดต่อลงทะเบียนกรมประมงได้ที่ Fisheries Single Window (FSW): https://fsw.fisheries.go.th/

 

  1. ยื่นคำขอนำเข้าให้ยื่นคำขอต่อสถานที่ ที่จะทำการนำเข้าดังนี้
  • ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ กองควบคุมการค้าสัตว์น้ำ และปัจจัยการผลิตกรมประมง ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจสัตว์น้ำ หรือด่านตรวจสัตว์น้ำในเขตพื้นที่รับผิดชอบ
  • ในพื้นที่จังหวัดอื่น นอกเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นที่ศูนย์บริหารจัดการด่านตรวจสัตว์น้ำ หรือด่านตรวจสัตว์น้ำในเขตพื้นที่รับผิดชอบ หรือสำนักงานประมงจังหวัดในกรณีที่ไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของด่านตรวจสัตว์น้ำ

 

  1. แยกประเภทสัตว์น้ำ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำโดยระบุวัตถุประสงค์ในการนำเข้าดังนี้
  • นำเข้าเพื่อการค้า คือ การนำเข้าเพื่อจำหน่ายในประเทศ
  • นำเข้าเพื่อการส่งออก คือ การนำเข้าเพื่อส่งออก โดยไม่มีการจำหน่ายในประเทศ แต่เป็นเพียงการนำเข้าเพื่อบรรจุใหม่ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำ
  • นำเข้าเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ คือ การนำเข้าเพื่อเป็นสัตว์เลี้ยง (ในปริมาณที่พอสมควร)
  • นำเข้าเพื่อการเพาะเลี้ยงเพื่อส่งออก คือ การนำเข้ามาเพาะเลี้ยงในช่วงเวลาหนึ่ง โดยไม่มีการจำหน่ายในประเทศ เมื่อถึงเวลาส่งออกจะต้องมีหนังสือรับรองการนำเข้าและส่งออก
  • นำเข้าเพื่อเพาะเลี้ยง คือ การนำเข้าสัตว์ขนาดเล็กมาเลี้ยงเพื่อเพิ่มขนาดน้ำหนัก รวมทั้งเพื่อใช้เป็นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ต่อไป
  • นำเข้าเพื่อบริโภค คือ การนำเข้าเพื่อเป็นอาหาร หรือเป็นส่วนประกอบของอาหารและการผลิตอาหาร
  • นำเข้าเพื่อศึกษาหรือวิจัย คือ การนำเข้าเพื่อกรณีศึกษา โดยจะต้องมีโครงการวิจัยประกอบกับการยื่นคำขอ
  • นำเข้าเพื่อผลิตและส่งออก คือ การนำเข้าเพื่อเป็นการแปรรูปสินค้าเพื่อการส่งออก
  • นำเข้าเพื่อการอื่น คือ การนำเข้าที่นอกเหนือจากที่กล่าวมา

 

  1. ขั้นตอนในการนำเข้าสินค้าประมง

ผู้นำเข้าจะต้องลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกต่อกรมศุลกากร เพื่อทำการส่งข้อมูลการนำเข้าในระบบ E-Paperless ต่อกรมศุลกากร ตรวจสอบการใช้สิทธิพิเศษทางการค้า เขตการค้าเสรี (FTA และ WTO) ยื่นขออนุญาตใบอนุญาตนำเข้ากับกรมประมงดังนี้

  • ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
  • ใบแจ้งอนุมัตินำสัตว์หรือซากสัตว์เข้าและผ่านราชอาณาจักร (นำเข้า)
  • ใบแจ้งตรวจปล่อยสินค้า

 

  1. จัดเตรียมเอกสารสำหรับการนำเข้า
  • ใบกำกับการซื้อขาย (Invoice + Packing List)
  • ใบตราส่งสินค้า Bill of Lading / Air Waybill
  • ใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ Health Certificate (HC)

 

ในกรณีเป็นสินค้าแปรรูป พร้อมทาน และพร้อมจำหน่าย ให้นำเอกสารเกี่ยวกับสินค้า ดังนี้

  • ใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ Health Certificate (HC)
  • ใบรับรองสำหรับผู้ผลิตสินค้า GMP HACCP ISO
  • ใบรับรองส่วนผสม Certificate of Ingredient (กรณีอาหารแปรรูป)

 

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของวี-เฟรนด์ เผยแพร่เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการนำเข้า-ส่งออกสินค้า

3 ขั้นตอนการนำเข้าต้นไม้ประดับ จากต่างประเทศ

3 ขั้นตอนการนำเข้าต้นไม้ประดับ จากต่างประเทศ

ช่วงนี้คนนิยมปลูกต้นไม้ประดับ และเพาะพันธุ์ต้นไม้กันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำเข้าต้นไม้จากต่างประเทศมาเพาะปลูกกันมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้น วี-เฟรนด์ อยากจะช่วยผู้นำเข้า แนะนำขั้นตอนการนำเข้าต้นไม้จากต่างประเทศ มีขั้นตอนง่ายๆไม่ยุ่งยาก 3 ขั้นตอนการนำเข้าต้นไม้ ดังนี้

 

  1. การเตรียมสินค้า (ต้นไม้) ก่อนการนำเข้า
  • ตรวจสอบรายชื่อต้นไม้และพันธุ์ไม้ก่อนการนำเข้า
  • ต้นไม้ที่จะนำเข้ามาจะต้องไม่มี เศษดิน ขุยมะพร้าว กากมะพร้าว
  • แจ้งรายละเอียด รูปถ่าย ลักษณะของต้นไม้ที่จะนำเข้า ให้ทางตัวแทนออกของ (ชิปปิ้งนำเข้าต้นไม้) ได้ทราบ
  • ทางตัวแทนออกของหรือวี-เฟรนด์ จะนำข้อมูลที่ได้ มาตรวจสอบหาพิกัดอัตราอากร (HS CODE) ในการนำเข้าต่อไป

 

  1. การเตรียมเอกสารสำหรับการนำเข้าต้นไม้จากต่างประเทศ
  • Phytosanitary certificate (หนังสือรับรองสุขอนามัยพืช)
  • Non GMOs Certificate (หนังสือรับรองส่วนขยายพันธุ์พืชว่ามิใช่พืชที่ได้รับการดัดแปลงสารพันธุกรรม)
  • Invoice (บัญชีราคาสินค้า)
  • Packing List (ใบรายการบรรจุหีบห่อ)
  • Air Waybill (ใบตราส่งสินค้าทางอากาศ) / Bill of Lading (ใบตราส่งสินค้าทางเรือ) ในกรณีเอกสารได้รับก่อนที่สินค้าถึงประเทศไทย

 

  1. การเตรียมการนำเข้า
  • ลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า – ส่งออกกับกรมศุลกากร
  • ลงทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อจะขออนุญาตนำเข้า
  • ยื่นขอใบอนุญาตสินค้าในระบบ NSW (พก.5) ก่อนการนำเข้า
  • เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของใบอนุญาต (พก.5) และออกใบอนุญาต (พก.5) ให้กับผู้นำเข้า
  • ตัวแทนออกของ (Shipping) จัดทำใบขนสินค้า จัดเอกสารต่างๆ เพื่อดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าให้กับผู้นำเข้าต่อไป

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร โทร 02-579-8577, 02-940-6573 ต่อ 125-129

 

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของวี-เฟรนด์ เผยแพร่เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการนำเข้า-ส่งออก

5 ขั้นตอนการนำเข้าสุรา มาจำหน่ายในประเทศ

5 ขั้นตอนการนำเข้าสุรา มาจำหน่ายในประเทศ

การขออนุญาตนำเข้าสุรา เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ผู้ขออนุญาตนําเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องมาดําเนินการขออนุญาตนำเข้าสุราเข้ามาในราชอาณาจักรที่สํานักงานสรรพสามิต กรุงเทพฯ พื้นที่เขต 1-5 โดยยึดสถานที่ตั้งของผู้ขออนุญาตนำเข้า เป็นหลัก โดยมีขั้นตอนดังนี้

 

ขั้นตอนที่ 1 การขออนุญาตขายสุราประเภทที่ 1 ผู้นำเข้าจะต้องทำเรื่องขออนุญาตกับหน่วยงานสรรพสามิต ตามพื้นที่เขตการนำเข้าและจัดจำหน่าย

 

ขั้นตอนที่ 2 การขออนุมัติฉลากสุรา ผู้นำเข้าขออนุญาตทําหนังสือถึงกรมฯ เพื่อขออนุมัติฉลากสุราที่นําเข้ามาในราชอาณาจักร

2.1 ผู้นำเข้าจะต้องจัดทำตัวอย่างฉลากสุรา โดยจะต้องพิมพ์ข้อความเป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ และต้องระบุชื่อผู้ขออนุญาต สถานที่ตั้งประกอบการของผู้ขออนุญาต ชื่อสุรา ความแรงแอลกอฮอล์ ขนาดภาชนะบรรจุสุรา ตลอดจนชื่อและสถานที่ตั้งของผู้ผลิตสุรา พร้อมคําเตือนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขด้วย ผู้นำเข้าจะต้องมีหลักฐานการเป็นตัวแทนจําหน่ายสุราที่นําเข้าในราชอาณาจักรแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งออกโดยผู้ผลิตสุราในต่างประเทศ หรือออกโดยผู้จัดจําหน่ายสุราในต่างประเทศ และต้องมีหนังสือยืนยันมาจากผู้ผลิตสุราในต่างประเทศด้วย (แปลเป็นภาษาไทย)

2.2 ผู้นำเข้าจะต้องจัดทำการยื่นแจ้งราคาขายปลีกแนะนำ ต่อกรมสรรพสามิต ในกรณีสินค้า ให้ถือตามราคาขายปลีกแนะนำ โดยไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาขายปลีกแนะนำให้พิจารณาจากต้นทุนการผลิต ค่าบริหารจัดการ และกำไรมาตรฐาน ซึ่งจะต้องไม่ต่ำกว่าราคาขายต่อผู้บริโภคทั่วไปรายสุดท้ายในตลาดปกติ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีบริการ ให้ถือตามรายรับของสถานบริการ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับของสถานบริการให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดรายรับขั้นต่ำของสถานบริการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

 

ขั้นตอนที่ 3 ผู้นำเข้าจะต้องลงทะเบียนเป็นผู้นำเข้า-ส่งออกต่อกรมศุลกากร เพื่อทำการส่งข้อมูลการนำเข้าในระบบ E-Paperless ต่อกรมศุลกากร

 

ขั้นตอนที่ 4 ยื่นชำระภาษีสรรพสามิต โดยผู้นำเข้าจะยื่นชำระภาษีต่อหน่วยงานดังต่อไปนี้

  • ภาษีอากรขาเข้า
  • ภาษีกรมสรรพสามิต
  • ภาษีเพื่อมหาดไทย
  • ภาษีมูลค่าเพิ่มนำเข้า
  • เงินบำรุงกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ
  • เงินบำรุงองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
  • เงินบำรุงกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
  • เงินบำรุงกองทุนผู้สูงอายุ

 

ขั้นตอนที่ 5 การรับแสตมป์สุราไปปิดภาชนะบรรจุสุรา ผู้ขออนุญาตนําเข้าสุราต้องยื่นแบบแจ้งขอปิดแสตมป์สุราที่นําเข้ามาในราชอาณาจักร เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารต่างๆ ถูกต้องครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะสั่งจ่ายแสตมป์สุราเพื่อให้ผู้นําเข้าสุรานําไปปิดภาชนะบรรจุสุรา พร้อมกับเจ้าหน้าที่ไปควบคุมการปิดแสตมป์ ก่อนขนออกจากด่านศุลกากร เป็นอันจบขบวนการนําสุราเข้ามาในราชอาณาจักร

 

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นลิขสิทธิ์ของวี-เฟรนด์ เผยแพร่เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่ต้องการนำเข้า-ส่งออก

“ภาษีนำเข้า” คิดจากอะไร คิดยังไง ?

“ภาษีนำเข้า” คิดจากอะไร คิดยังไง ?

เชื่อว่าผู้นำเข้าหลายคนคงเคยสงสัยว่าภาษีนำเข้าเท่าไหร่ คิดจากอะไร คิดยังไง วันนี้เราจะสอนวิธีการคำนวณภาษีนำเข้ากันค่ะ

 

โดยทั่วไปแล้วก่อนที่ผู้นำเข้าสินค้า จะนำเข้ามานั้น ก็คงต้องอยากทราบโดยคร่าวๆ ก่อนว่าภาษีนำเข้า หรือ อากรขาเข้าที่ต้องชำระประมาณเท่าไร เพื่อนำไปคำนวณต้นทุนในการนำเข้าสินค้าหรือประกอบการตั้งราคาสินค้าเพื่อขาย ซึ่งก่อนที่เราจะคำนวณภาษีนำเข้าได้นั้นต้องทราบก่อนว่าสินค้าเรา เสียภาษีนำเข้ากี่ % การที่เราจะทราบได้ว่าเสียภาษีนำเข้ากี่ % เราก็ต้องรู้ก่อนว่า พิกัดสินค้าเรา หรือ เลข HS Code ของสินค้าเราคือเลขอะไร หลังจากที่เราทราบทุกอย่างแล้ว กรมศุลกากรมีวิธีการคิดภาษีนำเข้าโดยใช้ราคา CIF (Cost Insurance and Freight) ราคา CIF มาจากไหน ก็มาจาก 3 ค่านี้บวกกัน คือ C+I+F

 

Cost = มูลค่าของสินค้าที่นำเข้ามา ( C )

Insurance = ประกันภัยสินค้า ( I )

Freight = ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ( F )

 

ซึ่งวิธีคำนวณภาษีนำเข้าอาจจะดูเหมือนคำนวณง่ายๆ แต่จริงๆแล้ว แฝงไปด้วยความซับซ้อน ดังนั้นเรามาดูกันว่าคำนวณยังไง

 

วิธีคำนวณภาษีนำเข้า ดังนี้

สมมติถ้าผู้นำเข้าต้องการนำเข้ารถแทรกเตอร์จากต่างประเทศ

พิกัดสินค้า หรือ HS CODE คือ 8701.1091 อัตราภาษีนำเข้า 5%

ถ้าราคารถแทรกเตอร์ 800,000 บาท

คำนวณราคา CIF

C = มูลค่าสินค้า = 800,000 บาท

I = ประกันภัย = 1% (*ในกรณีที่ไม่ได้ทำประกัน) = 8,000 บาท

F = ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ = 50,000 บาท

 

(มูลค่าสินค้า + ประกันภัย + ค่าขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ) = ราคา CIF

(800,000+8,000+50,000) = 858,000

ราคา CIF ของรถแทรกเตอร์ = 858,000 บาท

 

(ราคา CIF x อัตราภาษีนำเข้า) = ภาษีนำเข้า

858,000 x 5% = 42,900 บาท

ภาษีนำเข้า = 42,900 บาท

 

หลังจากนั้น เอา ราคา CIF + อัตราภาษีนำเข้า ไปคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7%

(ภาษี + ราคา CIF) x อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม = ภาษีมูลค่าเพิ่ม

(42,900+858,000) x 7% = 63,063 บาท

ภาษีมูลค่าเพิ่ม = 63,063 บาท

 

ภาษีนำเข้า + ภาษีมูลค่าเพิ่ม = ค่าภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ

42,900 + 63,063 = 105,963 บาท

 

ดังนั้นรถแทรกเตอร์จะมีภาษีทั้งหมดที่ต้องชำระ = 105,963 บาท

 

เป็นยังไงบ้างกับการคำนวณภาษีนำเข้า เชื่อว่าถ้าทุกคนคำนวณตามขั้นตอนนี้ คำนวณภาษีนำเข้าเองเป็นได้แน่นอน ไม่ต้องสงสัยแล้วภาษีนำเข้าเท่าไหร่

 

เกร็ดความรู้: ประกันภัยสินค้า (Insurance) เราสามารถทำได้กับบริษัทประกันภัย โดยค่าเบี้ยประกันจะขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและมูลค่าของสินค้านั้นๆ (*ถ้าไม่ทำจะคิดที่ 1% ของมูลค่าสินค้าและไม่สามารถเคลมได้เมื่อสินค้าเกิดความเสียหาย) แนะนำให้ทำประกันภัยสินค้านอกจากจะเคลมได้จริงแล้ว ยังจะช่วยทำให้ฐานในการคำนวณภาษีอาจจะลดลงได้ด้วย เนื่องจากสินค้าโดยส่วนใหญ่คิดค่าเบี้ยประกันภัย ไม่ถึง 1%

เงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ ที่ผู้ซื้อ ผู้ขาย ควรรู้!!! (INCOTERMS)

เงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ ที่ผู้ซื้อ ผู้ขาย ควรรู้!!! (INCOTERMS)

โดยปกติแล้ว ในการค้าระหว่างประเทศจะมีเงื่อนไขทางการค้า (Trade Terms) ที่ใช้กันเป็นประจำ เป็นต้นว่า FOB หรือ CIF หรืออะไรอื่นๆ อีกหลายอย่าง ถ้าจะว่าไปแล้วเงื่อนไขทางการค้านี่แหละ เป็นสาระสำคัญที่ช่วยให้ผู้ซื้อ และผู้ขายทราบว่า ใครจะต้องทำอะไรบ้าง จะรับภาระหน้าที่ไปแค่ไหน อาทิเช่น ผู้ขายต้องรับภาระในเรื่องของความเสี่ยง (Risk) เพียงใดถึงจุดใดและต้องรับภาระ ในเรื่องค่าใช้จ่าย (Cost) เพียงใด ถึงจุดใด รวมทั้งที่จะต้องรับหน้าที่ในการจัดหา ยานพาหนะขนส่งหรือไม่ เพียงใด ด้วย หรือว่าอีกอย่างหนึ่ง ผู้ซื้อจะต้องเริ่มรับภาระของความเสี่ยง เพียงใดจากจุดใด และต้องรับภาระเรื่องค่าใช้จ่าย เพียงใด จากจุดใด ตลอดจนหน้าที่ในการจัดยานพาหนะขนส่งด้วย ว่าจะต้อง เริ่มจากจุดไหนไปถึงจุดไหน สรุปแล้ว Trade Terms มีไว้ตัดสินว่าสินค้าที่ซื้อขายกันนั้นได้มีการส่งมอบ (Delivery) ณ จุดไหน เพราะว่าตามประเพณีทางการค้านั้น ในเมื่อมีการส่งมอบแล้วความเสี่ยงจะเปลี่ยนมือจากผู้ขายไปอยู่ ทางฝ่ายผู้ซื้อทันที

Incoterms 2010 แบ่ง Terms ออกเป็นกลุ่มๆ รวม 4 กลุ่ม หรือทั้งหมด 11 เงื่อนไข ดังนี้

  1. กลุ่ม E (ออกจากต้นทาง – Departure)
  • EXW – EX Works (ขายหน้าโรงงานหรือโกดัง)
  • ผู้ขาย ไม่ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแต่กองของไว้รอผู้ซื้อมารับ และให้ Invoice กับ Packing list เท่านั้น ไม่ต้องทำพิธีการส่งออก แต่ต้องช่วยผู้ซื้อในกรณีที่ต้องขอใบอนุญาตส่งออก และเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็น โดยค่าใช้จ่ายเป็นของผู้ซื้อ
  • หากมีกรณีขอร้องให้ผู้ขายยกสินค้าขึ้นรถให้ผู้ซื้อ ผู้ขายไม่ต้องเสี่ยงต่อความรับผิดเมื่อของเสียหายระหว่างการขนย้ายขึ้นรถบรรทุก ค่ายกขนเป็นของผู้ซื้อ
  • ผู้ซื้อกำหนดการขนส่งและผู้ขนส่งเองทั้งหมด
  • จุดส่งมอบสินค้า: หน้าโรงงาน หรือที่ที่ตกลง หรือที่ที่เหมาะสมหากมีหลายที่ที่ต้องส่งของ และต้องส่งมอบในวันที่กำหนด
  • สิ่งที่สำคัญคือ ผู้ซื้อต้องระบุ สถานที่ส่งมอบและเวลาอย่างชัดเจน
  • ผู้ซื้อต้องออกใบรับสินค้าให้กับผู้ขายเป็นหลักฐาน
  1. กลุ่ม F (ค่าขนส่งหลักหรือค่าขนส่งข้ามประเทศ ยังไม่จ่าย – Main Carriage Unpaid)
  • FCA – Free Carrier (ส่งของไปยัง…สถานที่ที่ระบุ)
  • ผู้ขาย ส่งมอบของให้กับผู้ขนส่งหรือใครก็ตามที่ผู้ซื้อกำหนดให้เป็นผู้รับของ โดยส่งที่สถานที่ของผู้ส่ง/ผู้ขายเองก็ได้ หรือส่งตามสถานที่ที่ถูกกำหนดโดยผู้ซื้อ
  • ผู้ขาย ต้องทำหีบห่อ พิธีการขาออก ทำใบอนุญาตส่งออก
  • ผู้ขาย ไม่ต้องทำประกันภัย และถ้าหากผู้ซื้อไม่ระบุผู้ขนส่งหรือเป็นประเพณีปฎิบัติ ผู้ขายสามารถเข้าทำสัญญาขนส่งเองได้โดยค่าใช้จ่ายเป็นของผู้ซื้อ
  • FAS – Free Alongside Ship (ส่งมอบข้างเรือ)
  • ผู้ขาย ส่งมอบสินค้าที่ข้างเรือที่เทียบท่าหรือที่เรือจอด ตรงจุดที่กำหนด
  • ถ้าไม่กำหนด ผู้ขาย “จัดให้” ตามความเหมาะสม
  • ถ้าเรือเข้าไม่ตรงตามเวลา หรือ ผู้ซื้อไม่ได้แจ้งให้ผู้ขายทราบถึงวันเวลาของเรือ หากผู้ขายได้ส่งมอบแล้ว ค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงทุกอย่างเป็นของผู้ซื้อ
  • ผู้ซื้อเป็นผู้กำหนดผู้ขนส่ง และซื้อประกันภัยเองและจ่ายค่าตรวจสอบสินค้าก่อนลงเรือ
  • FOB – Free On Board (ส่งมอบสินค้าบนเรือ)
  • การส่งมอบถือว่าสิ้นสุดเมื่อสินค้าลงเรือและความรับผิดชอบของผู้ขายสิ้นสุดเมื่อสินค้าลงเรือเช่นกัน
  • ผู้ขายจะจ่าย ค่าหีบห่อ ค่าโกดัง ค่าแรงขนขึ้นรถ ค่ารถบรรทุกจากโรงงานตนเองไปถึงท่าเรือที่ผู้ซื้อกำหนด ค่าผ่านประตู ค่าภาระท่า ค่าใบตราส่ง ค่าเอกสาร ค่าโกดัง และค่าพิธีการศุลกากร ค่าใบรับรองแหล่งกำเนิด ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าบริการ การส่งมอบต้องส่งในวันเวลา สถานที่ ที่กำหนดเท่านั้น
  • ผู้ซื้อเป็นคนกำหนดการขนส่งและผู้ขนส่งตั้งแต่ท่าเรือต้นทางเป็นต้นไป
  1. กลุ่ม C (ค่าขนส่งหลักหรือค่าขนส่งข้ามประเทศจ่ายแล้ว – Main Carriage Paid)
  • CFR – Cost and Freight (ส่งมอบแบบราคาสินค้าบวกค่าระวางส่งถึงท่าปลายทาง)
  • ผู้ขายส่งสินค้าลงเรือเรียบร้อยที่ต้นทางแต่จ่ายค่าระวางถึงเมืองท่าปลายทาง
  • การส่งมอบต้องส่งในวันเวลา สถานที่ ที่กำหนดเท่านั้น
  • ผู้ขายจะจ่ายค่าแรงขนขึ้นรถ ค่ารถบรรทุกจากโรงงานตนเองไปถึงท่าเรือที่ผู้ซื้อกำหนด ค่าผ่านประตู ค่าภาระท่า ค่าใบตราส่ง ค่าเอกสาร ค่าโกดัง ค่าพิธีการศุลกากร ค่าใบรับรองแหล่งกำเนิด ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าบริการ และค่าระวางเรือ
  • ผู้ขายเป็นผู้กำหนดการขนส่งและผู้ขนส่งระหว่างประเทศ
  • CIF – Cost, Insurance and Freight (ส่งมอบแบบราคาสินค้าบวกค่าระวางและประกันภัย)
  • การส่งมอบเหมือนกับ CFR แต่เพิ่มประกันภัยเข้าไป ความรับผิดชอบของผู้ขาย สิ้นสุดเมื่อสินค้าลงเรือเรียบร้อย
  • ผู้ขายจะจ่ายค่าแรงขนขึ้นรถ ค่ารถบรรทุกจากโรงงานตนเองไปถึงท่าเรือที่ผู้ซื้อกำหนด ค่าผ่านประตู ค่าภาระท่า ค่าใบตราส่ง ค่าเอกสาร ค่าโกดัง ค่าพิธีการศุลกากร ค่าใบรับรองแหล่งกำเนิด ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าบริการ และค่าระวางเรือ และค่าประกันภัย Minimum Clauses (C) จากโรงงานของผู้ขายไปยังท่าเรือ ปลายทางหรือโรงงานลูกค้า
  • การส่งมอบต้องส่งในวันเวลา สถานที่ ที่กำหนดเท่านั้น
  • ผู้ขายเป็นผู้กำหนดการขนส่งและผู้ขนส่งระหว่างประเทศ
  • CPT – Carriage Paid To (การส่งมอบถึงสถานที่กำหนดที่ปลายทาง)
  • ผู้ขายและผู้ซื้อจะต้องตกลงกันก่อนว่า จุดส่งมอบของอยู่ที่ไหนและที่หมายปลายทางของสินค้าอยู่ที่ไหน เพราะอยู่คนละที่
  • ผู้ขายต้องยกสินค้าขึ้นและลงตอนส่งมอบ และต้องจ่ายค่ายกเอง
  • ผู้ขายไม่ต้องทำ Insurance
  • ผู้ขายหมดความรับผิดชอบเมื่อได้ส่งมอบสินค้าที่จุดส่งมอบจุดแรกไม่ใช่ที่จุดหมายปลายทาง
  • ความเสี่ยงของผู้ซื้อเริ่มตั้งแต่ผู้ขายส่งมอบสินค้าให้ผู้ขนส่ง
  • ผู้ขายจะจ่ายค่าแรงขนขึ้นรถ ค่ารถบรรทุกจากโรงงานตนเองไปถึงจุดส่งมอบที่ต้นทาง บวกค่าผ่านประตู ค่าภาระท่า ค่าใบตราส่ง ค่าเอกสาร ค่าโกดัง ค่าพิธีการศุลกากร ค่าใบรับรองแหล่งกำเนิด ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าบริการต่างๆ ที่ต้นทาง และค่าระวางเรือ และค่าขนส่งในต่างประเทศจนถึงสถานที่ที่กำหนดที่ปลายทาง แต่ไม่รวมพิธีการศุลกากรที่ปลายทาง
  • CIP – Carriage and Insurance Paid To (การส่งมอบถึงสถานที่กำหนดที่ปลายทางพร้อมประกันภัย)
  • ผู้ขายหมดความรับผิดชอบเมื่อได้ส่งมอบสินค้าที่จุดส่งมอบ ไม่ใช่ที่จุดหมายปลายทาง
  • ความเสี่ยงของผู้ซื้อเริ่มต้นตั้งแต่ผู้ขายส่งมอบสินค้าให้ผู้ขนส่ง
  • ผู้ขายจะจ่ายค่าแรงขนขึ้นรถ ค่ารถบรรทุกจากโรงงานตนเองไปถึงจุดส่งมอบ บวกค่าผ่านประตู ค่าภาระท่า ค่าใบตราส่ง ค่าเอกสาร ค่าโกดัง ค่าพิธีการศุลกากร ค่าใบรับรองแหล่งกำเนิด ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าบริการต่างๆ ที่ต้นทาง และค่าระวางเรือและค่าขนส่งในต่างประเทศจนถึงสถานที่ที่กำหนด และประกันภัย แต่ไม่รวมพิธีการศุลกากรที่ปลายทาง
  • ค่ายกของลงเป็นของผู้ขายภายใต้เงื่อนไขการขนส่งปกติ
  1. กลุ่ม D (ถึงปลายทาง – Arrival)
  • DAT – Delivered At Terminal (ส่งมอบที่เทอร์มินอลในท่าเรือหรือสถานที่ปลายทาง)
  • เทอร์มินอล หมายความถึง สถานที่หนึ่งที่ใดของปลายทาง, ในท่าเรือ, โกดังสินค้า, ลานตู้คอนเทนเนอร์, สถานีรถไฟ, สถานีรถบรรทุก, ท่าอากาศยาน
  • ทั้งสองฝ่ายต้องกำหนดจุดส่งมอบในเทอร์มินอลนั้นๆ
  • ถ้าเทอร์มินอลไม่ได้ถูกระบุชัดเจน ผู้ขายมีสิทธิ์ในการส่งไปยังเทอร์มินอลที่ไหนก็ได้ ที่เห็นว่าเหมาะสม
  • ความรับผิดชอบของผู้ขายจะสิ้นสุดที่จุดส่งมอบดังกล่าวด้วยการยกของลงจากพาหนะที่ขนส่ง ในวันเวลาหรือระยะเวลาที่กำหนด
  • ผู้ขายจะจ่ายค่าแรงขึ้นรถ ค่ารถบรรทุกจากโรงงานตนเองไปถึงท่าเรือ ค่าผ่านประตู ค่าภาระท่า ค่าใบตราส่ง ค่าเอกสาร ค่าโกดัง ค่าพิธีการศุลกากร ค่าใบรับรองแหล่งกำเนิด ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าบริการ และค่าระวางเรือจนถึงเทอร์มินอลที่กำหนดแต่ไม่รวมพิธีการศุลกากรที่ปลายทางและประกันภัย
  • ค่ายกของลง ผู้ขายจ่าย
  • DAP – Delivered At Place (ส่งมอบของที่สถานที่ที่กำหนดไว้เฉพาะ)
  • ทั้งสองฝ่ายต้องกำหนดจุดส่งมอบในสถานที่ที่กำหนดไว้
  • ถ้าสถานที่ไม่ได้ถูกระบุชัดเจน ผู้ขายมีสิทธิ์ในการส่งไปยังสถานที่ที่ไหนก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสม
  • ความรับผิดชอบของผู้ขายจะสิ้นสุดที่จุดส่งมอบดังกล่าวโดยมีของอยู่บนพาหนะที่ขนส่ง ในวันเวลาหรือระยะเวลาที่กำหนด
  • ผู้ขายจะจ่ายค่าแรงขนขึ้นรถ ค่ารถบรรทุกจากโรงงานตนเองไปถึงท่าเรือ ค่าผ่านประตู ค่าภาระท่า ค่าใบตราส่ง ค่าเอกสาร ค่าโกดัง ค่าพิธีการศุลกากร ค่าใบรับรองแหล่งกำเนิด ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าบริการ และค่าระวางเรือ จนถึงสถานที่ที่กำหนดแต่ไม่รวมพิธีการศุลกากรที่ปลายทางและประกันภัย
  • DDP – Delivered Duty Paid
  • เป็นเงื่อนไขที่ผู้ขายรับผิดชอบมากที่สุด
  • ภาษีหมายรวมถึง VAT ด้วยที่ต้องจ่าย ไม่ใช่แค่อากรอย่างเดียว
  • ผู้ขายต้องกำหนดการขนส่งและผู้ขนส่ง และทั้งสองฝ่ายต้องตกลงว่าจะให้ส่งของที่ไหน ถ้าไม่มีการตกลงผู้ขายมีสิทธิ์เลือกสถานที่ส่งมอบให้ตามความเหมาะสม
  • ผู้ขายไม่ต้องทำประกันภัยให้
  • ผู้ขายไม่ต้องยกสินค้าลงจากรถเมื่อถึงจุดส่งมอบของ
  • ความรับผิดของผู้ขายสิ้นสุดที่จุดส่งมอบ
  • ผู้ขายจะจ่ายค่าแรงขนขึ้นรถ ค่ารถบรรทุกจากโรงงานตนเองไปถึงท่าเรือ ค่าผ่านประตู ค่าภาระท่า ค่าใบตราส่ง ค่าเอกสาร ค่าโกดัง ค่าพิธีการศุลกากร ค่าใบรับรองแหล่งกำเนิด ค่าธรรมเนียมสถานทูต ค่าบริการ ค่าระวางเรือ และค่าขนส่งในต่างประเทศจนถึงสถานที่ที่กำหนด รวมพิธีการศุลกากรที่ปลายทางและภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีอื่นๆและอากร
สินค้าอะไรบ้างที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนนำเข้ามาภายในประเทศ?

สินค้าอะไรบ้างที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนนำเข้ามาภายในประเทศ?

การที่เราจะนำเข้าสินค้า เราต้องทำการศึกษาก่อนว่าสินค้านั้น เป็นสินค้าควบคุมการนำเข้า-ส่งออก หรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะมีหน้าที่ในการควบคุมการนำเข้า-ส่งออกของ*สินค้าต้องกำกัด โดยจะทำการตรวจว่าสินค้านั้นๆ ได้รับอนุญาต ขอใบอนุญาตนำเข้าหรือปฎิบัติตามกฎหมายครบถ้วนหรือไม่ โดยมีหน่วยงานของภาครัฐ เป็นผู้ออกใบอนุญาตตามชนิดของสินค้าแต่ละประภท เมื่อพิจราณาครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าศุลกากรจึงจะการทำอนุญาตให้นำสินค้านั้นๆ เข้ามาภายในประเทศได้ ดังนั้นไม่ว่าเราจะนำเข้าสินค้าอะไรเข้ามาก็ตาม เราควรศึกษาก่อนว่าสินค้านั้นๆ เป็นสินค้าควบคุมการนำเข้าหรือไม่

 

สินค้าควบคุมหรือสินค้าที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนการนำเข้า และหน่วยที่ทำหน้าที่ในการออกใบอนุญาตนำเข้าสินค้าแต่ละประเภท มีดังนี้

  • อาหาร เครื่องสำอาง ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  • ยา เภสัชเคมีภัณฑ์ ติดต่อกรมการค้าต่างประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  • รถยนต์ รถจักรยายนที่ใช้แล้ว เครื่องยนต์ที่ใช้แล้ว ติดต่อกรมการค้าต่างประเทศ
  • สัตว์น้ำและซากสัตว์น้ำ ติดต่อกรมประมง
  • ช้าง ม้า โค กระบือ ลา ล่อ แพะ แกะ สุกร สุนัข แมว กระต่าย ลิง ชะนี นก ไก่ เป็ด ห่าน ติดต่อกรมปศุสัตว์
  • เครื่องวิทยุคมนาคมที่ไม่ได้รับการยกเว้นการขออนุญาตนำเข้า ติดต่อ กสทช.
  • เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ เครื่องมือแพทย์ ติดต่อกรมวิทยาศาตร์การแพทย์
  • วัสดุต้นกำลัง วัสดุนิวเคลียร์พิเศษ ติดต่อสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ
  • น้ำมันเชื้อเพลิง ก๊าซปิโตรเลียมเหลว ติดต่อกรมธุรกิจพลังงาน
  • เครื่องจักรที่สามารถใช้เพื่อประโยชน์ในการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง วีดีโอเทปแผ่นซีดี ติดต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • ซากดึกดำบรรพ์ ซากดึกดำบรรพ์ที่ได้ถูกแปรสภาพ ติดต่อกรมทรัพยากรธรณี
  • สุรา ยาสูบ เมล็ดพันธุ์ยาสูบ ต้นยาสูบ ใบยา ยาอัด ไพ่ ติดต่อกรรมสรรพสามิต
  • วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 และชนิดที่ 3 เศษพลาสติก เคมีบางประเภท ในความรับผิดชอบของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ติดต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม
  • ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อกาค้า พืช ศัตรูพืช ใบ ดอก เมล็ด ตา กิ่ง ราก หรือส่วนหนึ่งส่วนใดที่อาจใช้เพาะพันธุ์ได้ ติดต่อกรมวิชาการเกษตร
  • สัตว์ป่าและซากสัตว์ป่าที่ไม่อยู่ในบัญชี CITES ติดต่อกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
  • แร่และสินแร่ดีบุกหรือโลหะดีบุก ติดต่อกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่
  • เครื่องเลื่อยโซ่ยนต์ ติดต่อกรมป่าไม้ และกรมการค้าต่างประเทศ
  • เครื่องชั่ง ตวง วัด ที่ไม่ได้รับการยกเว้นการรับรอง ติดต่อกรมการค้าภายใน
  • อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง สิ่งเทียมอาวุธปืน ติดต่อกรมการปกครอง
  • ยุทธภัณฑ์ ติดต่อกรมการอุตสาหกรรมทหาร
  • โบราณวัตถุประเภทพระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพในศาสนา ชิ้นส่วนหรือองค์ประกอบของโบราณสถาน เงินตราโบราณ ติดต่อกรมศิลปากร

 

*สินค้าต้องกำกัด หมายถึง สินค้าที่มีกฎหมายควบคุมการนำเข้า-ส่งออก โดยการนำเข้าหรือส่งออกได้ จะต้องรับอนุญาตหรือปฎิบัติให้ครบถ้วนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การส่งออกสินค้าไปประเทศพม่า ที่ผู้ส่งออกควรรู้!!!

การส่งออกสินค้าไปประเทศพม่า ที่ผู้ส่งออกควรรู้!!!

ประเทศพม่าหรือเมียนมาร์กับประเทศไทยนั้น เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่อาณาเขตติดต่อกันมีเขตแดนติดกันยาว 2,040 กม. ซึ่งถ้าหากคำนึงถึงด้านโลจิสติกส์แล้วจะพบว่า การขนส่งที่น่าจะมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ การขนส่งทางบก เนื่องจากมีราคาประหยัดและรวดเร็วกว่าขนส่งทางเรือ ด่านชายแดนที่นิยมใช้กัน คือด่านแม่สอด จังหวัดตาก ที่อยู่ตรงข้ามอำเภอเมียวดีของพม่า หากนับจากด่านแม่สอด เส้นทางถนนไปสู่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งถือว่าเป็นเมืองหลักของการกระจายสินค้าไทย จะมีความยาวประมาณ 420 กม. ซึ่งถือว่าเป็นเส้นทางที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุด

 

การขนส่งสินค้าโดยปกติ สินค้าไม่มีขนาดใหญ่และเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปแล้ว จะนิยมใช้เส้นทางขนส่งทางบก ที่มีเส้นทางเชื่อมเมืองสำคัญต่างๆ ไปยังฝั่งพม่า แต่หากเป็นสินค้าขนาดใหญ่ หรือต้องการกำหนดวันที่แน่นอนของสินค้าที่จะส่งไปยังปลายทาง จะขนส่งทางเรือ ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางไปถึงกรุงย่างกุ้งประมาณ 14 วัน (ซึ่งยังไม่นับรวมวันเวลาที่ใช้เดินเอกสารเพื่อการออกของ)

 

*เอกสารที่ควรจัดเตรียมในการส่งออกสินค้าไปยังประเทศพม่า มีดังนี้

  • บัญชีราคาสินค้า (Comercial Invoice)
  • บัญชีรายละเอียดบรรจุหีบห่อ P/L (Packing List)
  • ใบตราส่งสินค้า B/L (Bill of Lading or Air Waybill)
  • ใบอนุญาตส่งออกหรือเอกสารอื่นใดสำหรับสินค้าควบคุมการส่งออก

 

การใช้ระบบขนส่งทางบกผ่านด่านต่างๆ ที่ทั้งสองประเทศมีอยู่แล้ว จะใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน ปัจจุบันด่านถาวรที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า มีอยู่ 5 ด่าน ดังนี้

  • ด่านแม่สอด จังหวัดตาก อยู่ตรงข้ามเมืองเมียวดี
  • ด่านแม่สาย จังหวัดเชียงราย อยู่ตรงข้ามอำเภอท่าขี้เหล็ก ของพม่า
  • ด่านบ้านน้ำพุร้อน จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ตรงข้ามกับเมืองทวาย
  • ด่านสิงขร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อยู่ตรงข้ามกับเมืองมะริด
  • ด่านระนอง จังหวัดระนอง อยู่ตรงข้ามกับเกาะสอง ของพม่า

 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม พิธีการขาออกศุลกากร: https://www.vfriendlogistics.com/customs-clearance.html

นำเข้าสินค้า โดยเสียภาษีนำเข้า 0% ต้องทำไง?

นำเข้าสินค้า โดยเสียภาษีนำเข้า 0% ต้องทำไง?

โดยปกติการนำเข้าสินค้าจะต้องเสียภาษีนำเข้าหรืออากรขาเข้าอยู่แล้ว แต่เนื่องจากบางประเทศ ประเทศไทยเราเองได้มีการทำ FTA (Free Trade Area) หรือเขตการค้าเสรีด้วย ทำให้ประเทศนั้นๆที่เรานำเข้าสินค้า เข้ามาภายในประเทศ จะเสียภาษีน้อยกว่าปกติหรือภาษีเป็น 0% เลยก็ว่าได้ ซึ่งทางกรมศุลกากร เรียกสิทธินี้ว่า การใช้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร ในการนำเข้าภายใต้ FTA สิทธิพิเศษทางภาษีนี้ทำให้ต้นทุนสินค้านำเข้าของผู้นำเข้าสินค้านั้นลดลงไปมาก หากผู้นำเข้าสินค้าไม่ได้ใช้สิทธิพิเศษนี้ก็จะต้องเสียเปรียบผู้ใช้สิทธิอย่างแน่นอน กลุ่มประเทศที่ทำ FTA กับประเทศไทยมีดังนี้

  • ประเทศกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ
  • เกาหลีใต้
  • จีน
  • ญี่ปุ่น
  • ออสเตรเลีย
  • นิวซีแลนด์
  • เปรู
  • ชิลี
  • อินเดีย